วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การส่งเสริมสุขภาพจิต



การส่งเสริมสุขภาพจิต



            การส่งเสริมสุขภาพจิต  ทำได้โดยการสร้างปัจจัยป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยง  ของสาเหตุปัญหาสุขภาพจิตด้านต่างๆ  ดังนี้
                            1 .การส่งเสริมสุขภาพร่างกาย
                                            - การรักษาร่างกายให้แข็งแรง  ปราศจากโรค
                       - การออกกำลังกาย  แบบแอโรบิค
                             2. การส่งเสริมทางจิตใจ
                    - การฝึกสู้ปัญหาให้เกิดความเคยชิน  ไม่หลบเลี่ยงปัญหา พัฒนาตนเองให้ปรับตัวได้มากขึ้นเมื่อพบปัญหา  มองหาทางแก้อย่างท้าทาย  พิจารณาหาสาเหตุของปัญหา  และแก้ไขที่สาเหตุ
                     - เปลี่ยนแปลงตนเองให้คุ้นเคย ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้  ทำใจให้ยอมรับ  สนุกกับการเปลี่ยนแปลง
                      สร้างวิธีคิดที่ดี  มีทักษะคิดเป็น  คิดดี  คิดถูกทาง  เบนความคิด  มองโลกในแง่ดี มองโลก  หลายมุมมอง  ควบคุมความคิด  หยุดคิดได้  อารมณ์ขัน  มีทักษะการแก้ปัญหาอย่างถูกทาง
                    - มีสติเตือนตนเอง  รู้จักตนเอง  พิจารณาตนเอง  ว่ามีความคิด  อารมณ์ความรู้สึกอย่างไร รู้ตัวเมื่อมีความกังวล  ความเครียด ความกลัว  สุขภาพจิตดีหรือไม่  มีสาเหตุจากอะไร 
                   - มีทักษะในการจัดการอารมณ์ตนเอง  ลดความเครียดลดอารมณ์เศร้าได้ด้วยตนเอง  ปลุกปลอบใจให้กำลังใจตนเองได้  สร้างแรงจูงใจในการกระทำสิ่งต่างๆ  สร้างความรู้สึกดีต่อตนเอง  ให้อภัยตนเองได้  มีกิจกรรมสร้างความสุข  และความสงบ
                                           - มีความเข้าใจตนเอง  รู้จุดดีจุดอ่อนของตน  มีความภาคภูมิใจในตนเอง ยอมรับตัวเอง  สร้างแรงจูงใจจากภายใน ให้มีความชอบ  ความสำเร็จ  สนุกกับงาน ไม่ท้อแท้ผิดหวังกับความล้มเหลว  มองความผิดพลาดเป็นครู หรือบทเรียนที่จะพัฒนาตนเอง  แก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น                                                    ทางออกทางแก้ไขปัญหาใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม



ความสำคัญของสุขภาพจิต





สุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกชีวิต การที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติก็คือการทำให้ร่างกายแข็งแรง   สมบูรณ์ จิตใจมีความสุข ความพอใจ ความสมหวังทั้งตนเองและผู้อื่น ผู้ที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี จะปฏิบัติหน้าที่ประจำวันไม่ว่าเป็นการเรียนหรือการทำงาเป็นไปด้วยดีมีประสิทธิภาพการที่เรารู้สึกว่า  ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเรามีความปกติและสมบูรณ์ดี เราก็จะมีความสุข ในทางตรงข้าม ถ้าสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราผิดปกติหรือไมสมบูรณ์ เราก็จะมีความทุกข์ การรู้จักบำรุงรักษา และส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของทุกคน ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า การรู้จักดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพจิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้ชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขสมบูรณ์และมีคุณภาพที่ดี

 “สุขภาพจิต” มีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์หลายด้าน ดังนี้
           1. ด้านการศึกษา ผู้ที่สุขภาพจิตดีย่อมมีจิตใจปลอดโปร่งสามารถศึกษาได้สำเร็จ
     2. ด้านอาชีพการงาน ผู้ที่สุขภาพจิตดีย่อมมีกำลังใจต่อสู้อุปสรรคไม่ท้อแท้ เบื่อหน่าย ทำงานก็บรรลุผลสำเร็จ
          3. ด้านชีวิตครอบครัว คนในครอบครัวสุขภาพจิตดี ครอบครัวก็สงบสุข
          4. ด้านเพื่อนร่วมงาน ผู้ที่สุขภาพจิตดีย่อมไม่เป็นที่รังเกียจปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี
        5. ด้านสุขภาพร่างกาย ถ้าสุขภาพจิตดีร่างกายก็สดชื่น หน้าตายิ้มแย้มสมองแจ่มใส เป็นที่สบายใจแก่ผู้พบเห็น อยากคบค้าสมาคมด้วย
            ใครหลายคนคงเคยได้ยินพุทธสุภาษิตที่กล่าวว่าอโรคยาปรมาลาภา ซึ่งหมายถึงความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คำกล่าวนี้เป็นความจริงที่ใครๆก็ไม่สามารถ            ปฏิเสธได้ สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีความสัมพันธ์ต่อกันโดยจะเชื่อมโยงไปสู่สุขภาพทางจิตวิญญาณ
            สุขภาพเป็นองค์รวมของร่างกายจิตใจและจิตวิญญาณการที่คนเรามีสุขภาพที่ดีสมบูรณ์ไม่ใช่มีเพียงองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้นแต่จะมองในลักษณะ        ขององค์รวมสุขภาพทั้ง 3 ประการจะส่งผลทำให้มีสุขภาพดีดังนี้
        1. ถ้ากายนำจิต จะทำให้กายดี จิตก็จะดีด้วย เช่น ถ้าเราหิวแล้วเรากินข้าวเมื่ออิ่มแล้วอารมณ์ก็จะดีสามารถคิดและมีแรงทำงานได้
           2. ถ้าจิตนำกาย จะทำให้จิตดีและนำกายไปดี เช่น ถ้าเรามีอารมณ์ที่ดี ไม่หงุดหงิดโมโหง่าย สภาพร่างกายเราก็จะไม่รู้สึกเจ็บป่วย
          3. ถ้าจิตวิญญาณนำกายและจิต จะทำให้กายและจิตดี พร้อมที่จะเผชิญปัญหาและแก้ไขอุปสรรคต่างๆได้โดยสติเพื่อให้เกิดปัญญาในตนเอง


ความหมายของสุขภาพจิต







สุขภาพจิต หมายถึง สภาวะของจิตใจที่มีความสดชื่นแจ่มใส สามารถควบคุมอารมณ์ให้มั่นคงเป็นปกติ สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆได้ดี สามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี   และปราศจากความขัดแย้งหรือความสับสน ภายในจิตใจ                           
รศ.ดร.กันยา สุวรรณ ท่านได้ให้ความหมายของ สุขภาพจิต ว่า หมายถึง ความสมบูรณ์ในด้านจิตใจ จิตใจปกติ เข้มแข็งอารมณ์มั่นคง สามารถปรับตัวกาย และใจ ให้ดุลยภาพกับ สิ่งแวดล้อม และสังคม ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุข
น.รศ.นิภา นิธยาย ให้ความหมายสุขภาพจิตว่า สุขภาพจิตเป็นผลของการปรับตัว ซึ่งเป็นวิธีการที่คนเราแสดงปฏิกิริยา ตอบโต้ใน การปรับตัวให้เป็นไปตามความต้องการของตัวเอง เพื่อนฝูงหรือสังคม หรือในการเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ตัวเอง ตั้งแต่แรกเกิดจนวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นเครื่องที่จะกำหนดแบบของ บุคลิกภาพ ซึ่งรวมทั้ง สุขภาพจิต ที่มีคุณภาพของคนเราด้วย
สุขภาพจิต คือ สภาพชีวิตที่เป็นสุข มีอารมณ์มั่นคงสามารถปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีสมรรถภาพในการทำงาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความพอใจ สุขภาพไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับทุกชีวิตในการดำรงอยู่อย่างปกติ เป้าหมายของการเรียนรู้ วิชาสุขภาพจิต ก็คือ การทำให้ชีวิตมีความสุข ความพอใจ ความสมหวัง ทั้งของตนเองและของผู้อื่น


ความเครียด




ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด

        มีผู้กล่าวถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดไว้หลายประการ ดังนี้            กิติกร มีทรัพย์ ได้แบ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดออกเป็น 4 กลุ่ม คือ                    1) ปัจจัยด้านชีวภาพ หมายถึง การเจ็บป่วยทางกายที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ไม่เฉพาะกับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชุมชนด้วย เช่น     การป่วยเป็นโรคเอดส์ และปัจจัยด้านชีวภาพอีกประการหนึ่งคือ อุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันมาก                    2) ปัจจัยด้านจิตวิทยา ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของครอบครัวไทยซึ่งมีแนวโน้มเป็นครอบครัวเดี่ยวสูงขึ้นโอกาสที่พ่อแม่ลูกจะได้พบปะกันน้อยลง ความรู้สึกอบอุ่นในจิตใจจึงเหลืออยู่น้อยหรือขาดหายไป                    3) ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบด้านจิตใจ ก่อให้เกิดความเครียดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเครือญาติ โดยกลุ่มผู้ใช้แรงงานจะได้รับผลกระทบในด้านของการปรับตัวให้เข้ากับงานและด้านชีวิตความเป็นอยู่กลุ่มเครือญาติ เช่น พ่อ แม่ ลูก และญาติสนิท ต้องสูญเสียแรงงานหลักของครอบครัวไปส่วนหนึ่ง ขาดความอบอุ่นในครอบครัว                    4) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ในยุคโลกาภิวัฒน์ ความเจริญด้านเทคโนโลยีและข่าวสารในยุคปัจจุบันมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสะดวกสบายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้คนเครียดมากขึ้น เช่น เด็กๆ ได้รับสื่อที่ก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่อิงกับเทคโนโลยีทำให้คนเครียดเพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนไปจากที่คุ้นเคย การเผชิญหน้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อันเป็นความทันสมัยของสังคม เมื่อบุคคลไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทำ ให้เกิดความเครียด หรือการช็อกทางวัฒนธรรม แนวโน้มของความเครียดในลักษณะนี้จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต            รวิวรรณ นิวาตพันธุ์  ได้แบ่ง ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดไว้ดังนี้                    1) พันธุกรรม ยีนส์ที่ได้รับจากพ่อแม่ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการหลั่งสารเคมีบางชนิดในสมองมีความผิดปกติทำให้บุคคลนั้นไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ จึงมีความเครียดง่ายกว่าคนอื่น                    2) สิ่งที่ได้มาจากกำเนิด เช่น ความพิการต่าง ๆ พูดไม่ชัดติดอ่าง ทำให้เกิดปมด้อย                    3) อายุ ช่วงอายุที่เครียดง่ายคือ ช่วงวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงเวลาของการปรับตัว จึงมีแนวโน้มที่จะหงุดหงิดง่ายและทนต่อความเครียดได้น้อย วัยรุ่นจะรับรู้ความล้มเหลวในเชิงหมดหวัง และตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างหุนหันพลันแล่นโดยคิดว่าไม่มีใครสามารถช่วยตนได้                    4) การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ถ้าพบอุปสรรคโดยเฉพาะในช่วง5-6 ปี แรก เช่น สูญเสียพ่อแม่ จะมีโอกาสซึมเศร้าได้มาก                    5) สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน สภาพครอบครัวหน้าที่การงาน ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ภาวะเศรษฐกิจ ความกังวลที่จะถูกออกจากงาน ภาวะอากาศร้อนหรือหนาวเกินไปเสียงที่ดังเกินไป ฯลฯ                    6) โรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่รักษาไม่หาย ล้วนทำให้บุคคลนั้นเครียดง่ายกว่าปกติ
ระดับของความเครียด
        กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้แบ่งระดับของความเครียดโดยการใช้แบบวัดความเครียดสวนปรุง (Suanprung Stress Test-20, SPST-20) จำนวน 20 ข้อ ออกเป็น 4 ระดับ                    1. ความเครียดในระดับต่ำ (Mild Stress) หมายถึงความเครียดขนาดน้อย ๆ และหายไปในระยะเวลาอันสั้นเป็นความเครียดที่ เกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน ความเครียดระดับนี้ไม่คุกคามต่อการดําเนินชีวิต บุคคลมีการปรับตัวอย่างอัตโนมัติ เป็นการปรับตัวด้วยความเคยชินและการปรับตัวต้องการพลังงานเพียงเล็กน้อย เป็นภาวะที่ร่างกายผ่อนคลาย                    2. ความเครียดในระดับปานกลาง (Moderate Stress) หมายถึง ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันเนื่องจากมีสิ่งคุกคาม หรือพบเหตุการณ์สําคัญ ๆ ในสังคม บุคคลจะมีปฏิกิริยาตอบสนองออกมาในลักษณะความวิตกกังวล ความกลัว ฯลฯ ถือว่าอยูในเกณฑ์ปกติทั่ว ๆ ไป ไม่รุนแรง จนก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เป็นระดับความเครียดที่ทําให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น                    3. ความเครียดในระดับสูง (High Stress) เป็นระดับที่บุคคลได้รับเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดสูง ไม่สามารถปรับตัวให้ลดความเครียดลงได้ในเวลาอันสั้นถือว่าอยู่ในเขตอันตราย หากไม่ได้รับการบรรเทาจะนําไปสู่ความเครียดเรื้อรัง เกิดโรคต่าง ๆ ในภายหลังได้                    4. ความเครียดในระดับรุนแรง (Severe Stress) เป็นความเครียดระดับสูงที่ดําเนินติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจนทําให้บุคคลมีความล้มเหลวในการปรับตัวจนเกิดความเบื่อหน่ายท้อแท้ หมดแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ เกิดอาการทางกายหรือโรคภัยต่าง ๆ ตามมาได้ง่าย
การจัดการความเครียด

        กฤษณนันท์ เครือวรรณ์ สรุปว่า เมื่อเกิดความเครียดขึ้นแต่ละบุคคลจะมีวิธีจัดการความเครียดแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับของความเครียด การรับรู้ ประสบการณ์ และสถานการณ์ ซึ่งอาจจำแนกวิธีการจัดการความเครียดได้ดังนี้                    1) ด้านร่างกาย ได้แก่ การฝึกหายใจ การฝึกผ่อนคลาย การฝึกสมาธิ โยคะ มวยจีน ออกกำลังกาย การฝังเข็ม การควบคุมอาหาร การดื่มสุราและการสูบบุหรี่ การพักผ่อน การทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ                    2) ด้านความคิดและอารมณ์ ได้แก่ การสะกดจิต การทำจิตบำบัด การปรับเปลี่ยนความคิดเห็น การใช้จินตนาการ เป็นต้น        สมหมาย แตงสกุล และธาดา วิมลวัตรเวที สรุปว่าการจัดการกับความเครียดไม่ใช่การระงับหรือหลีกเลี่ยงความเครียด แต่เป็นการปรับตัวและเผชิญกับความเครียดโดยไม่ให้มีผลกระทบทางลบเกิดขึ้น ซึ่งการวางแผนจัดการกับความเครียด มีดังนี้                    1. ต้องทราบให้ได้ก่อนว่าตอนนี้ตนเองกำลังเครียด เช่น มีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่บ่งชี้ถึงอาการของความเครียด ซึ่งแสดงไว้ในแบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง                    2. ทบทวนหาสาเหตุของความเครียด โดยอาจปรึกษาผู้ที่สนิทและไว้ใจได้เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุ                    3. รู้จักยอมรับสภาพความเป็นจริงของชีวิตในปัจจุบัน และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก                    4. เรียนรู้วิธีการผ่อนคลายความเครียดที่เกิดขึ้น และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง




ลักษณะของผู้มีภาวะสุขภาพจิตที่ดี



ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีมีลักษณะหลายประการ ดังนี้

           1 . เป็นผู้ที่มีความสามารถและความเต็มใจที่จะรับผิดชอบอย่าง เหมาะสมกับระดับอายุ
            2. เป็นผู้ที่มีความพอใจในความสำเร็จจากการได้เข้าร่วม กิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่ม โดยไม่คำนึงว่าการเข้าร่วมกิจกรรมนั้น จะมีการถกเถียงกันมาก่อนหรือไม่ก็ตาม
            3. เป็นผู้เต็มใจที่จะทำงานและรับผิดชอบอย่างเหมาะสมกับบทบาท หรือตำแหน่งในชีวิตของเขา แม้ว่าจะทำไปเพื่อต้องการตำแหน่งก็ตาม
            4. เมื่อเผชิญกับปัญหาที่จะต้องแก้ไข เขาก็ไม่หาทางหลบเลี่ยง
            5. จะรู้สึกสนุกต่อการขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางต่อความสุขหรือ พัฒนาการ หลังจากที่เขาค้นพบด้วยตนเองว่า อุปสรรคนั้นเป็นความจริง ไม่ใช่อุปสรรคในจินตนาการ
            6. เป็นผู้ที่สามารถตัดสินใจด้วยความกังวลน้อยที่สุด มีความรู้สึกขัดแย้งในใจและหลบหลีกปัญหาน้อยที่สุด
            7. เป็นผู้ที่สามารถอดได้ รอได้ จนกว่าจะพบสิ่งใหม่ หรือ ทางเลือกใหม่ที่มีความสำคัญหรือดีกว่า
            8. เป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จด้วยความสามารถที่แท้จริง ไม่ใช่ความสามารถในความคิดฝัน
            9. เป็นผู้ที่คิดก่อนทำ หรือมีโครงการแน่นอนก่อนที่จะปฏิบัติ ไม่มีโครงการที่ถ่วงหรือหลีกเลี่ยงการกระทำต่าง ๆ
            10. เป็นผู้ที่เรียนรู้จากความล้มเหลวของตนเองแทนที่จะหา ข้อแก้ตัวด้วยการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง หรือโยนความผิดให้แก่คนอื่น
            11. เมื่อประสบผลสำเร็จ ก็ไม่ชอบคุยโอ้อวดจนเกินความเป็นจริง
            12. เป็นผู้ที่ปฏิบัติตนได้สมบทบาท รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรเมื่อถึงเวลา ทำงาน หรือจะปฏิบัติอย่างไรเมื่อถึงเวลาเล่น
            13. เป็นผู้ที่สามารถจะปฏิเสธต่อการเข้าร่วมกิจกรรมที่ใช้เวลา มากเกินไปหรือกิจกรรมที่สวนทางกับที่เขาสนใจแม้ว่ากิจกรรมนั้นจะทำให้ เขาพอใจได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งก็ตาม
            14. เป็นผู้ที่สามารถตอบรับที่จะเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ สำหรับเขา แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะไม่ทำให้เขาพึงพอใจก็ตาม
            15. เป็นผู้ที่จะแสดงความโกรธออกมาโดยตรง เมื่อเขาได้รับ ความเสียหายหรือถูกรังแก และจะแสดงออกเพื่อป้องกันความถูกต้อง ของเขาด้วยเหตุด้วยผลการแสดงออกนี้จะมีความรุนแรงอย่างเหมาะสม กับปริมาณความเสียหายที่เขาได้รับ
            16. เป็นผู้ที่สามารถแสดงความพอใจออกมาโดยตรงและจะแสดงออก อย่างเหมาะสมกับปริมาณและชนิดของสิ่งที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ
            17. เป็นผู้ที่สามารถอดทน หรืออดกลั้นต่อความผิดหวัง และ ภาวะความคับข้องใจทางอารมณ์ได้ดี
            18. เป็นผู้ที่มีลักษณะนิสัยและเจตคติที่ก่อรูปขึ้นอย่างเป็นระเบียบ เมื่อเผชิญกับสิ่งยุ่งยากต่าง ๆ ก็สามารถจะประนีประนอมนิสัยและเจตคติ เข้ากับสถานการณ์ที่ยุ่งยากต่าง ๆ ได้
            19. เป็นผู้ที่สามารถระดมพลังงานที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้ได้อย่างทันที และพร้อมเพรียง และสามารถรวมพลังงานนั้นสู่เป้าอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อความสำเร็จของเขา
            20.เป็นผู้ที่ไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงซึ่งชีวิตของเขา จะต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่เขาจะยอมรับว่าบุคคลจะต้องต่อสู้ กับตนเอง ฉะนั้นเขาจะต้องมีความเข้มแข็งให้มากที่สุด และใช้วิจารณญาณ ที่ดีที่สุด เพื่อจะผละจากคลื่นอุปสรรคภายนอก